เมื่อภรรยาตั้งครรภ์ เหล่าคุณสามีมักมีปัญหาเรื่องการปรับตัว เนื่องจากเวลาที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจโดยเฉพาะ “ฮอร์โมน” ทำให้คุณแม่มีอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน จนยากที่จะรับมือ
ดังนั้น เรามี 8 วิธีดูแลภรรยาขณะตั้งครรภ์มาแนะนำ ซึ่งส่งผลให้ลูกในท้องแข็งแรงและเป็นการสานสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย
1.พาภรรยาไปฝากครรภ์ และไปพบหมอด้วยกัน
เพื่อให้ภรรยารู้สึกอุ่นใจและคุณก็จะได้เรียนรู้การเติบโตของลูกในครรภ์ไปพร้อม ๆ กับเธอ โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนแรกซึ่งเป็นช่วงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
การที่มีคนอยู่ข้างกายจะทำให้คุณแม่รู้สึกปลอดภัยและยังสามารถสอบถามคุณหมอเกี่ยวกับวิธีดูแลภรรยาขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย
2.คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และเอาใจใส่
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ทำให้ต้องการการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ และต้องการความช่วยเหลือในบางอย่าง
ดังนั้น คุณสามีต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เช่น คอยถามไถ่ อดทน และเข้าใจในความแปรปรวนทางอารมณ์ของภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงแพ้ท้อง
3.แสดงออกให้เห็นว่าคุณสนใจความเป็นไปของลูกและภรรยา
ลองอ่านคู่มือการต้ังครรภ์ให้ภรรยาฟัง หรือฟังเสียงลูกในท้อง หากิจกรรมทำร่วมกัน เช่น ไปซื้อของเตรียมความพร้อมสำหรับลูก ร่วมกันตั้งชื่อลูก ทำให้เธอรู้สึกถึงความเอาใจใส่ของคุณ
4.ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์
ช่วยกันศึกษาหาข้อมูล เรียนรู้สัญญาณต่าง ๆ ที่อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติ และข้อห้ามในการตั้งครรภ์ อย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภรรยาแต่เพียงฝ่ายเดียว คุณจะได้รู้ลักษณะของอาการและสามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี
5. ให้กำลังใจเมื่อเห็นรูปร่างของภรรยาเปลี่ยนไป
การตั้งครรภ์ จะทำให้รูปร่างของภรรยาเปลี่ยนไป เนื่องจากเด็กในท้องเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้เกิดสิว ซึ่งอาจสร้างความกังวลใจให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ สามีควรให้กำลังใจและไม่ควรวิจารณ์เรื่องรูปร่างและผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงไป
6.พาภรรยาออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
เนื่องจากขนาดท้องที่ขยายขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เคลื่อนไหวลำบาก ดังนั้น การพาเธอออกไปพักผ่อนหย่อนใจ เช่น การพาไปเที่ยว ไปช้อปปิ้ง พาไปพบปะเพื่อนฝูง ก็จะช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข
7.ช่วยทำในสิ่งที่ภรรยาทำไม่ไหว
ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณสามีควรช่วยทำในสิ่งที่ภรรยาทำไม่ไหว หรือสิ่งที่คนท้องทำลำบาก เช่น…
บูลลี่ในเด็ก ปัญหาสำคัญของสังคมไทยที่เด็กถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง
ปัญหาสังคมในวัยเด็กที่มักพบเจอคือการกลั่นแกล้งกันเองในห้องเรียน หรือที่เรียกกันว่า บูลลี่ ซึ่งพ่อแม่ทุกคนมักเป็นกังวล เวลาส่งลูกเข้าโรงเรียน กลัวว่าลูกจะเข้ากับเพื่อนได้ไหม และหากถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง ลูกจะสามารถรับมือได้หรือเปล่า
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรมองข้าม เนื่องจากเด็กที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจ บ่อยครั้งจะสร้างรอยแผลทางจิตใจ กลัวการไปโรงเรียน และไม่อยากเข้าสังคม สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้เพื่อปกป้องลูกน้อย คือต้องทำความเข้าใจ และหาวิธีจัดการเมื่อลูกน้อยถูกกลั่นแกล้ง
ลักษณะของการถูกกลั่นแกล้ง
- ด้านคำพูด เช่น ข่มขู่ ล้อเลียนปมด้อย ดูถูก หรือตะคอกเสียงดัง
- ด้านร่างกาย เช่น การเล่นรุนแรง ผลักกันหกล้ม หยิก ตี ต่อย เตะ ทำลายข้าวของเสียหาย
- ด้านสังคม เช่น ข่มขู่ บังคับหรือกีดกันเพื่อนออกจากสังคม ใส่ร้ายกัน
ผลกระทบจากการถูกกลั่นแกล้ง
- สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับลูก
- กลัวการไปโรงเรียน กลัวการเข้าสังคม มีเพื่อนน้อย
- เกิดเป็นปมด้อย กลายเป็นเด็กพูดน้อย เก็บกด
- เสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า ต่อต้านสังคม หรือ อาจมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
สิ่งที่บ่งบอกว่าลูกน้อยถูกรังแก
- เก็บตัวเงียบ
- ไม่อยากไปโรงเรียน…
มารู้จักบุคลิกลูกน้อย ตามหลัก Enneagram กัน‼️
.
คุณรู้จักลูกคุณดีหรือไม่ ❓
เนื่องจากเด็กแต่ละคนนั้นจะมีบุคลิกที่ไม่เหมือนกัน ทั้งความชอบ นิสัยก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน
ถึงแม้ว่าจะเป็น ฝาแฝด ก็ยังมีความชอบที่ต่างกัน
การจะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ ไม่ใช่แค่สรรหาสิ่งที่ดี ๆ ให้ลูก แต่ต้องเข้าใจและสนับสนุนลูก ให้เขาเติบโตขึ้นมาในแบบที่เขาเป็นจริง ๆ
.
Enneagram คืออะไร??
. Enneagram (เอ็นเนียแกรม) หรือ ตำรานพลักษณ์เป็นศาสตร์ที่ใช้เพื่อเข้าใจตัวเองเเละเข้าใจผู้อื่น
.วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ Enneagram บุคลิกของเด็ก 9 แบบกันค่ะ
.เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าลูกของเรามีบุคลิกแบบไหน
ควรส่งเสริมและผลักดันเขาอย่างไร
เพื่อให้เขาได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและมีความสุข
1. รักความสมบูรณ์แบบ
มีวินัย ชอบอยู่ในกรอบที่วางไว้
เรียบร้อย เช่น จัดห้องจัดของเรียบร้อย
ความรับผิดชอบสูง ชอบแก้ไข
ชอบสั่งการควบคุมสิ่งต่างๆ
คำแนะนำในการดูแลลูก
ให้รู้จักการผิดหวัง ผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ
อย่ากดดันลูกจนเกินไป เพราะจะทำให้เขาเครียด
สอนให้รู้จักการยืดหยุ่น
เปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูก
2.รักในการให้
ชอบช่วยเหลือ
…
การเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นเด็กที่ไม่ดื้อ ไม่ซนนั้นก็สำคัญแต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือการสอนลูกให้มองโลกในแง่บวกมากยิ่งขึ้น ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งมีเรื่องให้คิดไม่ตกเยอะขึ้น ถ้าลูกของเราโตมาเป็นคนที่มีความคิดในแง่บวก ปัญหาที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นปัญหาแบบไหนเด็กย่อมสามารถรับปัญหานั้นได้ด้วยตัวเองแน่ๆ วันนี้เราจึงอยากจะมานำเสนอเทคนิคเล็กๆน้อยๆเพื่อสอนลูกของเราเป็นเด็กที่คิดในแง่บวก ไปดูกันเลยดีกว่า
1. สอนลูกให้เป็นตัวของตัวเอง
การไม่ปิดกั้นความคิดของเด็กๆ จะยิ่งช่วยให้เด็กสามารถค้นหาตัวเองได้ดีขึ้น การเป็นตัวของตัวเองนั้นทำให้ตัวเด็กรู้สึกดีมากยิ่งขึ้น การสอนให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง รักในสิ่งที่ตนเองเป็น พอใจในสิ่งที่ตนมีทำให้เด็กมีทัศนคติที่ดีและแง่บวกมากขึ้น
2. เปิดโอกาสให้ลูกคิด
ความคิดสร้างสรรค์ในวัยเด็ก เป็นอะไรที่ไม่ควรปิดกั้นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้เด็กอึดอัดที่ไม่ได้แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ การที่เราหวังดีมากจนเกินไปจนกลายเป็นการบังคับทำให้เด็กไม่ได้คิดอะไรด้วยตัวเอง จะทำให้เด็กเริ่มมองสิ่งต่างๆดูแย่มากขึ้น เพราะฉะนั้นเทคนิคของนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เด็กคิดในแง่ดีมากยิ่งขึ้น
3. สร้างรอยยิ้มสู้ปัญหา
การยิ้มคือการแสดงความสุขออกมา นอกจากจะยิ้มเวลาที่เรารู้สึกดีแล้วยังทำให้คนอื่นที่เห็นรู้สึกดีตามไปอีกด้วย
4. สอนให้ลูกคิดในแง่ดี
ลองให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นออกมาในแต่ละสถานการณ์ และสอนลูกๆของเราว่าความคิดไหนจะส่งผลอะไรบ้าง ให้เด็กได้เรียนรู้ว่าความคิดแบบนั้นเป็นแง่ลบหรือแง่ดี ถ้าความคิดของลูกเป็นไปในแง่ที่ไม่ดี เราจะได้สามารถสอนลูกของเราได้ว่าการคิดในแง่ดีนั้นเป็นอย่างไร
5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
สิ่งสำคัญของการสอนลูกของเราคือ การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก แน่นอนว่าลูกของเราจะเลียนแบบพฤติกรรมของเราอย่างแน่นอน ถ้าเราคิดในแง่ร้ายและทำแต่สิ่งร้ายๆ เด็กก็จะติดมันไปด้วย แต่ถ้าเราเป็นแบบอย่างที่ดี เลือกทำแต่สิ่งที่ดีๆ แน่นอนว่าลูกของเราจะต้องทำตามอย่างแน่นอน ^^
ในขณะที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น การเปิดเพลงให้ลูกน้อยในท้องได้ฟังจะช่วยกระตุ้นทำให้เครือข่ายเส้นใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับด้านการได้ยินของลูกมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นด้วยนะ ช่วยให้ทารกที่คลอดออกมาสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นและส่งผลให้เป็นเด็กอารมณ์ดี อีกทั้ง ยังช่วยผ่อนคลายความเครียดสร้างความสุขให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์อีกด้วย ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดเพลงให้ลูกฟัง คือ อายุครรภ์ตั้งแต่ 5 เดือนเป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่พัฒนาการด้านระบบประสาทการรับฟังของทารกในครรภ์เริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว ซึ่งการกระตุ้นโดยการเปิดเพลงให้ลูกได้ฟัง จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณแม่สามารถรับรู้ได้ว่าลูกในท้องตื่นตัวหลังจากได้ฟังเพลงหรือไม่ โดยสังเกตจากการดิ้นของลูกได้
รู้อย่างนี้แล้วคุณแม่ ๆ คนไหนที่กำลังตั้งครรภ์
อย่าลืมเปิดเพลงให้ลูกน้อยในท้องได้ฟังด้วยนะคะ
เราได้คัดเพลงคุณภาพมานำเสนอแล้ว
ในคอนเทนต์นี้ ไปดูกันเลย
1. You Are My Sunshine - Johnny Cash
เพลงคลาสสิคสุดฮิตตลอดกาล เพลงฟังสบาย ๆ ที่จะช่วยทำให้ลูกในท้องของเรารู้สึกผ่อนคลาย
2.Que Sera, Sera - Doris Day
อีกหนึ่งเพลงที่เป็นที่นิยมกันมากจากโฆษณาไทยประกันชีวิตเมื่อสิบปีที่แล้ว! แต่เพลงนี้ก็ยังติดตรึงอยู่ในใจของใครหลาย ๆ คน รวมถึงเป็นเพลงที่ทำนองจำง่ายและนิยมเปิดกันให้เด็ก ๆเพื่อพัฒนาการของสมองอีกด้วย
3. In Your Own…
วันนี้...แอดมินจะพาคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายไปชมคาเฟ่น้องใหม่ล่าสุดที่โครงการแบมบีนี่ วิลล่า อย่างร้าน Lilliput Kids Café (ลิลลี่ พอต คิดส์ คาเฟ่) ร้านคาเฟ่พรีเมี่ยม ส่งตรงจากประเทศเกาหลี ซึ่งที่นี่เปิดเป็นสาขาแรกในประเทศไทย คอนเซ็ปต์ของร้านถูกสร้างสรรค์ขึ้นบนความลงตัวระหว่างร้านอาหารสุดหรูสไตล์อิตาเลียนกับพื้นที่ความสนุกสำหรับเด็ก ที่ทั้งคุณแม่และเด็ก ๆ สามารถมีความสุข สนุสนานไปพร้อม ๆ กันได้ เราลองไปดูกันดีกว่าว่าคาเฟ่แห่งนี้ มีความพิเศษอะไรกันบ้าง!!
> ม้าหมุนในคาเฟ่!
ม้าหมุนแสนสวย...สำหรับเจ้าหญิงและเจ้าชายตัวน้อย ตั้งตระหง่านอยู่ในคาเฟ่ ซึ่งเป็น Signature ของร้าน Lilliput ในทุก ๆ ประเทศเลยก็ว่าได้ เด็ก ๆ สามารถเลือกม้าตัวที่ชอบและเล่นกี่รอบก็ได้เลยจ้า จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้บริการอยู่ใกล้ ๆ
> Party Room .
ภายในร้าน ยังมีมุมน่ารัก ๆ เป็นส่วนตัวสำหรับจัดงานวันเกิดให้ลูกน้อยสุดที่รัก หรืองานเลี้ยงเล็ก ๆ สำหรับทุกโอกาสสำคัญด้วยนะ รับรองว่าเป็นที่ถูกใจของเด็ก ๆ ทั้งสถานที่และรสชาติของอาหารแน่นอน อยากจัดแบบไหนตกแต่งธีมไหน Lilliput จัดให้ได้…
หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นว่าสื่อการเรียนการสอนของเด็กนั้นส่วนมากจะใช้ดนตรีเข้ามาช่วย นั้นก็เพราะดนตรีเป็นสิ่งที่ทำให้สมองผ่อนคลายและเพลิดเพลินไปด้วย แต่จริงๆแล้วดนตรีนั้นมีประโยชน์มากกว่านั้นอีกนะ เราไปดูกันดีกว่าว่าแท้จริงแล้ว ดนตรีนั้นช่วยพัฒนาอะไรในตัวลูกน้อยของเราได้บ้างกันนะ
1 ช่วยพัฒนาด้านสมอง
เสียงเพลงจะช่วยให้เด็กๆรู้สึกผ่อนคลายและกระตุ้นการทำงานของสมองให้ทำงานได้อย่างเต็มที่
2 ช่วยพัฒนาภาษา
อีกวิธีการหนึ่งในรูปแบบการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่นิยมอย่างมากก็คือการสอนภาษาด้วยดนตรี เพราะการสอนเพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้เด็กไม่เพลิดเพลินมากนัก การใช้เพลงเข้ามาช่วยจึงทำให้เด็กสนุกและอยากจะเรียนรู้เรื่อยๆ
3 ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ
ดนตรีสามารถช่วยกระตุ้นให้เด็กๆ ขยับร่างกายให้เข้ากับจังหวะดนตรี พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น
4 ช่วยให้จิตใจมั่นคง
เสียงดนตรีเบาๆช้าๆ จะช่วยกล่อมเกลาจิตใจทำให้เด็กความรู้สึกสงบ สามารถลดอาการขี้โมโห เอาแต่ใจและฉุนเฉียวของเด็กลงได้เป็นอย่างดี และทำให้เด็กมีสมาธิมากยิ่งขึ้นด้วย
5 บำบัดอาการป่วยได้
คุณพ่อๆแม่ๆอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ดนตรีบำบัด” ว่ากันง่ายๆ ก็คือการรักษาอาการป่วยด้วยดนตรีนั่นเอง เพราะดนตรี มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ สังคม และภูมิปัญญา โดยมีผลต่อการทำงานของสมองในหลายๆ ด้าน องค์ประกอบต่างๆ ทางดนตรี ก็สามารถให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันไปเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเกิดการรักษาด้วยดนตรีที่เรียกว่า ดนตรีบำบัดขึ้น
6 ช่วยให้กล้าแสดงออก
เด็กที่ชอบดนตรีและยิ่งเราสนับสนุนลูกของเรามากยิ่งขึ้นจะทำให้เด็กมีความกล้าแสดงออกที่จะโชว์ความสามารถของตัวเองให้สาธารณะได้รับชม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง เพราะเด็กส่วนมากมักเขินอายเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย การมีดนตรีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งจะทำให้ลดความกังวลไปได้เช่นกัน
7 ช่วยเข้าสังคมได้ง่ายขึ้น
ดนตรีทำให้เด็กได้มีส่วนรวมและพัฒนาการทางสังคมได้เป็นอย่างดี เพราะการเล่นดนตรีนั้นเล่นคนเดียวก็ได้แต่เล่นกับผู้อื่นก็ย่อมสนุกไปเช่นกัน ถึงขั้นมีคนเคยกล่าวด้วยว่า ดนตรีคือภาษา เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนสื่อสารกันได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดก็ได้ การเข้าสังคมของคนที่ชอบดนตรีเหมือนกันจึงเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น
หลายคนอาจจะเคยเห็นว่าเด็กญี่ปุ่นนั้นช่างมีระเบียบวินัย นิสัยดี ตรงต่อเวลาเสียจริง ทุกคนสงสัยไหมว่าทำไมเด็กถึงโตมาได้รับผิดชอบตัวเองดีขนาดนี้ ทั้งยังมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อีก วันนี้เราเลยอยากจะมานำเสนอ วิธีการเลี้ยงลูกสไตล์ญี่ปุ่น อ่านแล้วจะรู้เลยว่าทำไมเด็กญี่ปุ่นนั้นถึงเป็นแบบนี้
1 ชวนลูกพูดคุยเสมอ
การชวนลูกคุยเป็นประจำ จะช่วยสานสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น พ่อแม่ก็จะได้รับฟังปัญหาของลูกด้วย ไม่มองปัญหาของลูกเป็นเรื่องของเด็กๆ ควรฟังและใช้เหตุผลสอนลูกและแนะนำสิ่งที่ดีกว่าให้ลูก ทำให้ลูกของเรารู้สึกว่าเราพึ่งพาได้และปรึกษาได้ทุกเรื่อง
2 เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนเสมอ
การทำกิจกรรมในโรงเรียนเป็นการทำให้เด็กสามารถเข้าสังคมได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งยังพัฒนาทักษะต่างๆที่แตกต่างกันไปในแต่ละกิจกรรม
3 เรียนรู้การเอาตัวรอด
สิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กเติบโตได้ด้วยตัวเองคือการที่เด็กสามารถเอาตัวรอดได้จากสถานการณ์ต่างๆ ในญี่ปุ่นจะมีบทเรียนที่สอนให้เด็กเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเองจากสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งก็ทำให้เด็กนั้นมีความรับผิดชอบต่อตนเองและทำให้พ่อแม่ไว้วางใจยิ่งขึ้นด้วย
4 ฝึกให้ตรงต่อเวลา
เรื่องเวลา สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วเป็นเรื่องใหญ่มาก เราจะสังเกตุเห็นได้ว่ารถไฟบ้านเขาตรงต่อเวลากันมากๆ เพราะเขาถือว่าเรื่องเวลาเป็นเรื่องใหญ่ ทุกอย่างของญี่ปุ่นจึงมีการให้ความสำคัญกับเวลามาก การฝึกให้เด็กตรงเวลาตั้งแต่เด็กก็เช่นกัน ส่งผลให้เมื่อเด็กโตขึ้นจะกลายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลาและมีวินัย
5 สอนให้รู้จักรับผิดชอบส่วนรวม
เอาใจเขามาใส่ใจเรา การสอนให้เด็กรู้จักรับผิดชอบส่วนรวมกับสังคม ทำให้เด็กโตขึ้นมาอย่างใส่ใจคนรอบข้างไม่ใช่เอาแต่ตัวเองเป็นหลัก และสามารถเริ่มได้จากเรื่องเล็กๆ เช่น สอนให้เด็กรู้จักแยกขยะก่อนทิ้ง เป็นต้น
6 สอนให้พูดขอบคุณและขอโทษ
สอนให้เด็กรู้จักพูดขอบคุณเมื่อได้รับสิ่งที่ดีและเมื่อทำผิดก็รู้จักคำว่าขอโทษ ซึ่งเป็นมารยาทพื้นฐานในสังคม
7 รู้จักหน้าที่ของตัวเอง
ไม่ว่าจะวัยไหนสิ่งที่ควรจะรู้ตลอดคือหน้าที่ของตัวเอง แม้จะเป็นเด็กก็ตาม การสอนให้ลูกของเรารู้จักหน้าที่ว่าต้องทำอะไรบ้างเป็นการสอนให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ไม่ว่าจะเป็น การแต่งตัวไปโรงเรียน การอาบน้ำแปรงฟัน แต่ก็ควรระวังไม่ปล่อยให้เด็กทำอะไรที่เกินความสามารถของเด็กที่จะทำได้เกินไป
8 ค้นหาความสามารถพิเศษ
ยิ่งรู้จักตัวเองไวเท่าไหร่ยิ่งพัฒนาได้เร็วเท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดใน การค้นหาหาความสามารถ ความถนัด…
เมื่อลูกๆของเราเริ่มเติบโต มีพัฒนาการต่างๆ สัญญาณอะไรบ้างนะที่บ่งบอกว่าลูกของเรากำลังมีพัฒนาการไปในทางที่ดี วันนี้เราได้มานำเสนอ พฤติกรรมต่างๆของลูกที่บอกว่าเป็นเด็กที่มีพัฒนาการดี ไปดูกันเลยดีกว่า
1.เด็กไม่อยู่นิ่ง
เด็กที่มีพลังงานเหลือเฟือ พร้อมจะออกจากบ้านไปเล่นสนุกอยู่ตลอดเวลา หรืออยู่ไม่สุก จริงๆแล้วอาจจะเป็นเด็กฉลาดก็ได้นะ
2.มีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น
เมื่อมองเห็นสิ่งใหม่ๆ เด็กบางคนอาจจะไม่ใส่ใจอะไรมากนัก แต่หารู้ไม่ว่าการที่ลูกของเราเป็นเด็กช่างสังเกต เนี่ยเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะการที่เด็กตั้งคำถามและหาคำตอบจะทำให้เขาได้ฝึกทักษะทางสมอง และได้ความรู้อื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วย
3.แสดงออกทางอารมณ์เก่ง
เด็กที่แสดงอารมณ์และความต้องการของตนเองออกมาได้อย่างชัดเจนบางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะพ่อแม่หลายคนก็อาจจะต้องปวดหัวกับข้อนี้เล็กน้อย แต่หารู้ไม่ว่าเด็กฉลาดและมัพรสวรรค์มักจะแสดงอารมณ์ได้เก่งกว่าเด็กทั่วๆไป
4.มีกิจกรรมที่ชอบทำ
การที่ลูกแสดงออกอย่างชัดเจนว่า มีความสนใจ หรือความชอบ กิจกรรม หรืองานอดิเรก ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป เล่นดนตรี เต้น กีฬา อาจนำไปสู่สิ่งที่บอกได้ว่า สิ่งนั้นเป็นพรสวรรค์ของลูกเราก็ได้ และเราควรสนับสนุน ส่งเสริมในกิจกรรมที่ ลูก สนใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกได้พัฒนาอย่างเต็มที่
5.รู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
เด็กจะเริ่มสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเข้าห้องน้ำได้ด้วยตัวเอง หรือการแต่งตัวไปโรงเรียนด้วยตัวเองตอนเช้าโดยที่ไม่อยากให้คุณช่วย นั้นเป็นสัญญาณที่ดีมากที่บ่งบอกว่าลูกของคุณกำลังเติบโตแล้วนะ
6.สื่อสารเก่งขึ้น
ว่ากันว่าเด็กที่สื่อสารเก่งคือเด็กที่กล้าแสดงออกและชอบแสดงออกทางความคิด กล้าคิด กล้าฟัง และกล้าพูด การสื่อสารแบบนี้จะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ไวขึ้นในอนาคต
7.รู้จักกับความล้มเหลว
ลูกของเราสามารถรับมือและจัดการกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ในข้อนี้อาจจะต้องผ่านการสอนและแนะนำจากเหล่าพ่อและแม่ด้วย เพราะเด็กบางคนจะเข้าใจว่าความล้มเหลวคือสิ่งที่แย่ ฉะนั้นพ่อแม่ควรสอนให้ลูกของเราเข้าใจถึงความสำคัญของความล้มเหลวเช่นกัน
8.มีบุคลิกที่ช่างสงสัย
ลูกที่มีบุคลิกช่างสงสัยในสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา คอยถามนั้น ถามนี่ ตลอดเวลา (…
ในยุคปัจจุบันปฎิเสธไม่ได้เลยว่าภาษาที่สองเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนเราก็มักจะเห็นผู้คนใช้ภาษาอังกฤษอยู่ในทุกที่ที่เราไป และจะดีกว่าไหมถ้าลูกๆของเราได้เรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก โดยคุณก็สามารถเรียนรู้และได้เห็นพัฒนาของลูกน้อยไปพร้อมๆกันด้วย วันนี้เราเลยอยากจะมานำเสนอเทคนิคพิเศษสำหรับคุณพ่อแม่ที่ต้องการฝึกภาษาให้ลูกๆของคุณ ไปดูกันเลยดีกว่า!
ฝึกด้วยการเล่านิทานก่อนนอน
ก่อนนอนทุกคืนเราต่างมีวิธีกล่อมเด็กๆให้เข้านอน และแน่นอนเด็กๆทุกคนเฝ้ารอช่วงเวลาก่อนนอนที่จะได้อยู่กับคุณและได้ยินนิทานที่คุณเล่า การเล่านิทานเป็นภาษาอังกฤษก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เด็กๆจะสามารถเพลิดเพลินกับคุณและฝึกทักษะได้อีกด้วย
พูดคุยกับลูกๆของเราด้วยภาษาอังกฤษ
ว่ากันว่าการฝึกทักษะของเด็กเล็กนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสาร ลูกๆของเราจะสามารถรับรู้ภาษาอังกฤษได้ดีมากขึ้นเพราะซึมซับจากการได้ยินและสามารถตอบโต้กลับได้ ดังนั้นการที่เราใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับลูกในทุกๆวันจนกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้วนั้นจะทำให้ลูกน้อยของเราเก่งภาษาอังกฤษขึ้นแน่นอน
เมื่อออกไปเที่ยวกัน พยายามสอนศัพท์ใหม่ๆ
การออกไปนอกสถานที่เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกๆของเราได้เปิดหูเปิดตามากยิ่งขึ้น ถ้าเราสอนศัพท์ใหม่ๆกับลูกน้อยของเราในระหว่างออกไปข้างนอกนั้น นอกจากจะตื่นเต้นที่จะได้เจอสิ่งใหม่ๆแล้วยังสนุกสนานไปกับการได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ต่างๆอีกด้วย
สอนร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษ
เพลงเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความสุขจนลืมเวลาไปเลยหล่ะ! จะเห็นได้จากสื่อต่างๆที่สอนภาษาอังกฤษที่มักจะใช้เพลงเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการสอน เพราะเด็กมักจะจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อเขาสนุกไปกับมันด้วย ลูกๆของเราจะไม่รู้สึกว่าต้องฝืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการฝึกทักษะทางด้านภาษาเลย
เปิดการ์ตูนภาษาอังกฤษให้ดู
อีกกิจกรรมที่เด็กชอบทำมากที่สุดคือ การได้ดูการ์ตูนที่พวกเขาชอบ ได้พัฒนาการทักษะผ่านการฟัง และยังเพลิดเพลินไปกับการ์ตูนได้อีกด้วย
เล่นกิจกรรมกับลูกน้อยด้วยภาษาอังกฤษ
เวลาเราได้ทำกิจกรรมกับลูกของเรา มันเป็นช่วงเวลาที่ดีมากเลยใช่ไหมคะ ลูกของเราก็มีความสุขเช่นกันที่ได้ทำกิจกรรมกับเราไม่ว่าจะเป็น เล่นของเล่นด้วยกัน เล่านิทาน หรือแม้กระทั้งการทำอาหารด้วยกัน ทั้งหมดที่กล่าวมาเราสามารถสอดใส่ภาษาอังกฤษเข้าไปได้ทั้งสิ้น เช่น ของเล่นที่เล่นอาจจะมีคู่มือเป็นภาษาอังกฤษ นิทานที่เป็นภาษาอังกฤษ จนไปถึงขณะทำอาหารกัน คุณอาจจะสอนลูกๆให้เรียกสิ่งต่างๆเป็นภาษาอังกฤษได้อีกด้วย…
